เทคนิคการวาดภาพ 3D แบบง่ายๆ

sailboat

การวาดภาพถือเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่หลายๆ คนต่างก็ชื่นชอบ มันเป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นของนักศิลปะชื่อดังเป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ อารมณ์คล้ายๆ ลักษณะที่ว่าหากต้องการจะเป็นศิลปินที่เก่งจะต้องมีพื้นฐานในด้านของการวาดภาพมาก่อน การวาดภาพก็มีอยู่ค่อนข้างที่จะหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดว่าภาพในสไตล์ไหน ปัจจุบันนี้ก็มีการวาดภาพอีกประเภทหนึ่งที่ถือว่าได้รับความนิยมอย่างสูง เหมือนกับเป็นการวาดภาพตามยุคสมัยที่ในสมัยนี้มันคือเทคนิคการวาดภาพที่หลายๆ คนต้องการจะทำให้ได้ การวาดภาพประเภทนั้นก็คือ การวาดภาพ 3D

ก่อนที่จะทำการวาดภาพแบบ 3D จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า 3D มันคืออะไร จริงๆ แล้ว ภาพ 3D หากแปลเป็นไทยมันก็คือภาพ 3 มิติที่เวลาเรามองเราจะเห็นมุมหรือองศาของภาพที่ออกมาในลักษณะที่มีความกว้าง ยาว สูง เป็นลักษณะเหมือนกับว่าภาพๆ นั้นเป็นสิ่งของที่เกิดขึ้นจริง มีตัวตนอยู่จริง มีการเล่นแสงและเงาในลักษณะที่ว่าหากไม่มีใครบอกว่านี่คือภาพวาดก็อาจจะมองจากไกลๆ คิดว่าเป็นของจริงก็ได้ โดยเทคนิคสำหรับการวาดภาพ 3D นั้นก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไปในศิลปินแต่ละคน ทว่าเดี๋ยวเราจะมาสอนเทคนิคการวาดภาพ 3D แบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ว่าเขาต้องทำกันอย่างไร โดยอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็มีเพียง ดินสอ, ไม้บรรทัด, กระดาษ หรือบางคนอาจจะเตรียมยางลบเอาไว้ด้วยเผื่อว่ากันการวาดผิดพลาด ส่วนขั้นตอนการวาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1.ใช้ไม้บรรทัดทำการกำหนดจุดที่บริเวณของขอบกระดาษทั้งสองข้าง ให้มีขนาดความห่างที่เท่าๆ กัน และต้องตรงกันด้วย เทคนิคตรงนี้แนะนำว่าให้ห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร ถือว่าเป็นขนาดที่กำลังเหมาะสมในระยะ

2.ทำการร่างภาพที่เราต้องการจะวาด โดยให้ร่างแค่ตรงขอบๆ มันเท่านั้น เช่น เอาถ้วยใบหนึ่งมาวางเอาไว้ แล้วเอาดินสอวาดในลักษณะของขอบถ้วยที่เราเห็น

3.เทคนิคต่อมาคือการใช้ดินสอลากเชื่อมจุดของจุดที่ได้ทำเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกเข้าหากันของกระดาษทั้งสองฝั่ง แต่ให้ทำการเว้นในบริเวณรูปที่เราร่างเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ก่อน

4.เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ก็ให้ทำการลากดินสอกับรูปที่เราร่างเอาไว้ให้ออกมาเป็นในลักษณะโค้งๆ หน่อย วาดให้เหมือนลักษณะที่ว่าภาพนั้นลอยออกมาจากกระดาษที่เราวาดจริงๆ ต่อมาก็ค่อยทำการแรเงาและทำการตัดขอบให้สวยงามและเหมือนจริง เท่านี้ก็จะได้ภาพ 3D ตามที่ต้องการแล้ว

ความรู้ และที่มาของศิลปะชาติตะวันตก

Westart

เรื่องของงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดต่างก็ต้องมีงานศิลปะเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น เหตุเพราะมันเหมือนกับเป็นการบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแต่ละชาติพันธุ์ แต่ละพื้นที่ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ด้วยเหตุนี้งานศิลปะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดของโลกก็ต้องเป็นเรื่องของความสวยงาม บ่งบอกตัวตนในความเป็นตัวเองได้เป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนั้นศิลปะจากชาติตะวันตกเองกถือว่าเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในการทีจะศึกษาไม่น้อยเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วศิลปะชาติตะวันตกค่อนข้างที่จะมีความหลากหลาย มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง อันเนื่องมาจากการที่แต่ละชาติของตะวันตกในยุคนั้นก็มีอารยธรรมที่เป็นของตัวเอง มีการสร้างงานศิลปะที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเองเอาไว้ค่อนข้างมากมาย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งทำให้เราสามารถสืบค้นและเรียนรู้เรื่องราวอื่นๆ ได้ในช่วงเวลาต่อมาอีกด้วย โดยศิลปะชาติตะวันตกนั้นสามารถแบ่งออกได้หลายๆ ประเภท หลายๆ ยุค ดังนี้

  1. ยุคกรีก – ถือเป็นศิลปะยุคคลาสสิคโดยงานศิลปะที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ ภาพวาดระบายสีการตกแต่งผิวแจกันที่ชาวกรีกค่อนข้างนิยมทำกันเป็นอย่างมาก มีความเรียบง่ายแต่ค่อนข้างที่จะคมชัด ส่วนมากสีที่นิยมใช้จะ ได้แก่ สีดิน เป็นการเอาสีดำอมน้ำตาลผสมบางๆ แล้วค่อยนำไประบายเป็นภาพบนพื้นผิวแจกันที่มีลักษณะเป็นดินสีน้ำตาลอมแดง อย่างไรก็ตามเราอาจจะเห็นสีขาว และสีอื่นๆ รวมอยู่ด้วย เทคนิคเหล่านี้ถูกเรียกว่า “จิตรกรรมแบบรูปตัวดำ” ส่วนพวกประติมากรรมส่วนมากจะเน้นในเรื่องของศาสนาเป็นการสร้างเพื่อถวายเทพเจ้า วัสดุที่นิยมใช้ คือ ดินเผา และทองแดง ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นสำริดและหินอ่อนในเวลาต่อมา ทางด้านของสถาปัตยกรรมจะนิยมใช้โครงสร้างแบบเสาและคาน เราจะเห็นได้จากสถาปัตยกรรมในประเทศกรีซปัจจุบันนี้
  2. ยุคโรมัน – คือยุคของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลีในปัจจุบัน งานศิลปะของโรมันนั้นจะไม่นิยมการสร้างวิหารหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นการถวายเทพเจ้าแต่จะเน้นเรื่องของการสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เหล่านั้นเพื่อการใช้ประโยชน์มากกว่า อาทิ สนามกีฬา, สถานที่อาบน้ำของสาธารณะ เน้นเรื่องความใหญ่โตโอ่อ่า แข็งแรง คงทนถาวร ด้านประติมากรรมจะเน้นในเรื่องของการแกะสลักรูปบุคคลสำคัญต่างๆ อาทิ จักรพรรดิ นักการเมือง ส่วนด้านของจิตรกรรม จะเน้นเรื่องการเขียนเรื่องราวผ่านฝาผนัง รู้จักการใช้แสง เงา เน้นภาพทิวทัศน์ คน จะเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกับกาวน้ำปูนและสีขี้ผึ้งร้อน นอกจากเรื่องของการวาดภาพแล้วก็ยังมีเรื่องของการประดับด้วยเศษหินสีตามพื้นรวมถึงตัวอาคารต่างๆ

Western-art

ค้นประวัติ อาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินนักวาดภาพของเมืองไทย

Professor-Chalermchai

ถ้าพูดถึงศิลปินไทยในด้านศิลปะหรือจิตรกรรมนั้น ชื่อของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่มีผลงานอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างแน่นอน เพราะด้วยความสามารถทางด้านศิลปะที่หลากหลาย บวกกับบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร นั่นทำให้ชื่อของอาจารย์เฉลิมชัย กลายเป็นชื่อที่ไม่ว่าคนๆ นั้นจะชอบงานศิลปะหรือไม่แต่จะต้องรู้จักชื่อของบุคคลคนนี้อย่างแน่นอน ทว่าจริงๆ แล้วประวัติของอาจารย์เฉลิมชัยเป็นอย่างไร กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินระดับประเทศได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ลองมาทำการศึกษากัน

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เดิมเป็นคนชาวหมู่บ้านร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เป็นบุตรลำดับที่ 3 ของครอบครัวที่มีคุณพ่อชื่อฮั่วชิว แซ่โค้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่านายไพศาล และคุณแม่ชื่อนางพรศรี อยู่สุข ตอนที่คลอดอาจารย์เฉลิมชัยออกมานั้นยังเป็นการทำคลอดด้วยหมอตำแยที่ชื่อยายตุ่น ชีวิตในวัยเด็กของอาจารย์เฉลิมชัยค่อนข้างที่จะเป็นเด็กเกเร ไม่ค่อยสนใจในการเรียน ทว่ากลับมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่เขาเองสามารถทำได้ดีมาตั้งแต่ยังเด็กนั่นคือการวาดรูป จากการวาดรูปนี้เองได้จุดประกายความฝันให้อาจารย์เฉลิมชัยพยายามจะสอบเพื่อเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนเพาะช่าง เมื่อสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนเพาะช่างเขาจึงได้สอบเข้ามาเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งในการเรียนที่นี่เองเขาได้เริ่มศึกษาและทำงานศิลปะเพื่อชีวิตของเขาเอง ครั้งหนึ่งเคยตั้งปณิธานกับตัวเองว่าเมื่อชีวิตคนเราไม่ได้มีอะไรมาก สิ่งของมีค่าเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอะไรให้ดูสวยหรู นั่นจึงเป็นเหตุให้อาจารย์เฉลิมชัยเอาเสื้อผ้าทั้งหมดของเขาทิ้งไป คงใส่ไว้เพียงเสื้อม่อฮ่อม และเปลี่ยนลักษณะการแต่งตัวเหมือนอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ผลงานของอาจารย์เฉลิมชัยนับว่าเป็นผลงานที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ได้รับรางวัลระดับประเทศมามากมาย สมัยเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยศิลปากรเคยได้รับเหรียญทองจากการประกวดระดับประเทศ มีผลงานตามวัดและสถานที่ต่างๆ มากมาย

ผลงานอันโดดเด่นของอาจารย์เฉลิมชัยที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยก็คือ ภาพจิตรกรรมไทยในอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงผลงานการเนรมิตวัดร่องขุ่น วัดบ้านเกิดของตัวเองให้กลายเป็นวัดที่มีความสวยงามและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2554 ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้เขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งนั่นถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของชายที่ชื่อเฉลิมชัย และทุกวันนี้เขาก็ยังคงสร้างงานศิลปะอยู่เรื่อยๆ เพื่อสืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

10 อันดับภาพวาดที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก

10 อันดับภาพวาดที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลกจะมีมูลค่าสูงขนาดไหนกันนะ ตั้งแต่ในอดีตมามีศิลปินแขนงของการวาดภาพได้เกิดขึ้นมากมาย โดยแต่ละภาพวาดนั้นอาจจะมีราคาสูงจนท่านไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำไป ราคาของผลงานเหล่านั้นขึ้นอยู่กับอะไร ใครตอบได้ คนที่ไม่ได้ชื่นชอบศิลปะแบบนี่คงไม่เข้าใจว่าทำไมกันถึงได้แพงขนาดนี้ ส่วนท่านไหนที่ชอบในผลงานเหล่านั้นไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็ต้องการได้มาครอบครองเป็นของตนเอง ในวันนี้เว็บไซต์ webtasarimtoplist.com จะมาจัด 10 อันดับภาพวาดที่มีมูลค่าแพงที่สุดให้ได้ทราบกันเลย

webtasarimtoplist

  1. โมนาลิซ่า ภาพวาดที่สามารถสะกดทุกสายตาของ ศิลปินทุกท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยผู้ที่สร้างผลงานชิ้นนี้ข้ามาเป็น ชาว อิตาลี ชื่อว่า เลโอนาร์โด้ ดา วินชี ซึ่งเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้า หลากหลายอารมณ์ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ได้ว่า ความหมายของรูปนี้เป็นแบบใดกันแน่ ปัจจุบัน ภาพวาดนี้ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ณ.กรุง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส สนนราคาอยู่ที่ 760 ล้านเหรียญ Nude, Green Leaves and Bus

2. Nude, Green Leaves and Bust โดย Pablo Picasso จากลายเส้นนของ ชาวสเปน ปาโบล ปีกัสโซ โดยรูปนี้ได้รับแรงบัลดาลใจส่วนตัว มาจากผู้หญิงที่เป็นที่รักของนักวาดเอง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นภรรยาของเขา ปีกัสโซ ได้แอบคบกันกับเด็กสาวคนนี้โดยวัยของเธอตอนนั้นอยู่ที่ 17 ปีเท่านั้นเอง มีลูกด้วยกัน 1 คน ในรูปภาพนี้แฝงไปด้วยความหมายมากมาย มีตั้งแต่ หน้าของตนเอง เงา หัว หรือแม่แต่ความหมายของผลไม้ต้องห้าม หากใครที่เข้าใจความหมายกับภาพนนี้เชื่อว่าจะต้องถูกดูดเข้าไปอยู่ในรูปนี้อย่างแน่นอน ปัจจุบันถูกประมูลไปโดยนักสะสมหญิงด้วยราคาที่สูงถึง 106.5 ล้านดอลล่าร์

When Will You Marry

3. When Will You Marry? โดยความหมายของภาพวาดนี้ คือ คุณจะแต่งงานเมื่อไหร่ สร้างสรรค์โดย พอล โกแกง ศิลปิน ชาว ฝรั่งเศส ในรูปภาพเป็นผู้หญิง2 คนซึ่งเป็นชาว ตาฮิติ โดย โกแกง เองได้เดินทางไปยังดินแดนแห่งนี้ จึงได้รับแรงบัลดาลใจจากหญิงสาวพื้นเมือง ของ ตาฮิติ โดย 2 ใน 3 คนของสาวพื้นเมืองสมัยก่อนจะถูกฆ่าตายโดยชาวยุโรป เลยได้นำเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเขียนเพื่อสะท้อนสังคม จึงได้ตั้งชื่อเป็นชื่อนี้เอง ปัจจุบันทางประเทศการ์ตาร์ ได้ทำการซื้อขาดภาพนี้ไปแล้ว โดนราคาอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านเหรียญ

The Card Players

4. The Card Players ภาพวาดสะท้อนสังคมที่มีมาแต่สมัยเก่าก่อน ถูกวาดขึ้นโดย Paul Cézanne ที่ ปิกัสโซ ให้ความเคารพ และ นับถือว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะแห่งยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ความหมายจะเห็นได้ว่ามี 2 คนที่ การแต่งการแตกต่างกันออกไป แต่มาร่วมเล่นไพ่ได้ด้วยกัน สื่ออกมาว่าไม่ว่าท่านจะเป็นคนจนหรือคนรวยก็สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ซึ่งสมัยนั้นมีการแบ่งชนชั้นตามความเชื่อที่ว่า คนรวยก็อยู่อย่างคนรวย คนจน ก็อยู่กับคนจนเท่านั้น ปัจจุบัน เจ้าเดิม ประเทศการ์ตาร์ ได้ทำการซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 259 ล้านเหรียญ

Bal du moulin de la Galette

5.Bal du moulin de la Galette การเต้นรำที่แสนสนุกในยามบ่าย และนี่คือความหมายของภาพๆนี้ ผลงานชิ้นนี้ได้ถูกสร่างขึ้นมาจากศิลปินชาวฝรั่งเศสเอง โดย ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ โดยภาพวาดนี้เป็นการเขียนโดยการใช้สีน้ำมันบรรยายถึงอารมณ์หลากหลายภาพในภาพที่เกี่ยวกับเทศกาลเต้นรำ ของทางประเทศฝรั่งเศสเอง ถูกยกให้เป็นผลงานล้ำค่า ตอนนี้ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ประเทศฝรั่งเศส โดย พิพิธภัณฑ์ ลักแซมเบิร์ก

Garçon à la pipe

6. Garçon à la pipe เป็นอีกหนึ่งผลงานของ ปาโบล ปิกัสโซ โดยภาพนี้ถูกวาดขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1905 ซึ่งสมัยนั้นรูปนี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากตอนนั้นได้ทำการ ใช้สีชมพูกับ สีส้มเป็นหลัก จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นรูปของเด็ก ชายคนหนึ่งในภาพ ปิกัสโซ ได้บอกเอาไว้ว่าเป็นชาวฝรั่งเศส รูปนี้ทำให้ปิกัสโซไดห้องสตูดิโอจากพ่อเข้ามาเลยนะ และภาพก็เป็นรูปแรกที่เจ้าตัวใช้วาดในห้องนั้น ราคาอยู่ที่ 104.2 ล้านเหรียญ เลยทีเดียว

Salvator Mundi

7. Salvator Mundi เป็นอีกหนึ่งผลงานของศิลปินชื่อก้องโลก เลโอนาร์โด้ ดา วินชี นั่นเองซึ่งเป็นภาพของพระเยซูคริส โดยภาพนี้มีการลงสี และ เล่นแสงเงาของรูปออกมาได้อย่างสมบูรณแบบ ถูกวาดมาเมื่อครั้งที่กำลังฟื้นฟูศาสนาในยุคนั้นพอดี ซึ่งในมือขวาที่ยกนิ้วทั้ง ชี้และ กลางเป็นรูปนั้นยังไม่ได้มีใครทีระบุความหมายอย่างชัดเจนเอาไว้ แต่ข้างซ้ายที่เป็นวงกลมคือ เป็นตัวแทนของคริสตจักร ซึ่งตอนนี้ได้ตกไปอยู่ในมือของ ชาวรัสเซียที่เป็นนักสะสมตัวยก ราคาอยู่ที่ 127.5 ล้านเหรียญ

The Scream

8. The Scream โดยศิลปินที่ชื่อ Edvard Munch โดยใช้ชื่อภาพนี้ว่า ภาพวาดสะท้อนวิญญาณ เป็นภาพที่ใช้ลูกเล่นโดยการใช้สีช็อก และ มีโปนตีนของน้ำนมในการลงสี เป็นการสะท้อนเรื่องราวออกมาผ่านภาพวาด ซึ่งในรูปเป็นเพียงภาพของ โครงกระดูกใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้น รูปภาพบิดงอๆ เหมือนว่าในรูปทุกอย่างบิดเบี้ยวราวกับโลกนี้ได้เกิดความสับสนขึ้น โดยเอดเวิร์ดมุง นั้น ถือว่าเป็น ศิลปินที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมากเพราะว่าไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆเลย จาก ครอบครัว แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งสิ่งที่ตนเองฝันจึงได้ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ โดยรูปนี้ อยู่ที่ 119.9 ล้านเหรียญ

Adele Bloch-Bauer II

9. Adele Bloch-Bauer II เป็นผลงานของจิตกรชองออสเตรีย มีนามว่า กุสตาฟคลิมท์ ซึ่งรูปผู้หญิงที่อยู่ในรูปนี้มีตัวตนอยู่จริง เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุน ผลงานจิตกรรม ศิลปะในยุดนั้น มีชื่อเสียงโด่งดัง ชื่อของเธอก็เป็นชื่อของผลงานด้วย โดยมีการถูกชิงเอาไปโดยเหล่า นาซี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากหมดสงครามโลกแล้ว ครอบครัวของ อเดล ก็ยังไม่ได้รับภาพนี้กลับมาอยู่ดี โดยมีการแจ้งความต่อสู้ในชั้นศาล จนตอนนี้หลานสาวของตระกูลได้ทำการประมูลกลับไปเป็นที่เรียนร้อยแล้วด้วยเม็ดเงินจำนวน 87.9 ล้านเหรียญ

Massacre of the Innocents

10. Massacre of the Innocents ภาพวาดที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาตามความเชื่อ หรือคัมภีร์ใบเบิ้ล สะท้อนความเป็นจริงของยุตสมัยเก่า โดย Peter Paul Rubens โดยชื่อภาพนี้ คือ สังหารผู้บริสุทธิ์ เป็นภาพของการสังหารทารกน้อย ที่เป็น ชาวยิวเนื่องจาก ผู้ปกครองดินแดนดังกล่าวได้กลัวที่จะ เสียบัลลังไปจึงทำการพรากทารกน้องจากอกแม่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ไป แต่ภาพนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาหลังจากยุคนั้นมาเป็น 100 ปีแล้ว ตอนนี้ภาพนี้มารคาแพงถึง 76.7 ล้านเหรีย

จะเห็นได้ว่า ภาพถ่ายวาดเหล่านั้น แต่ละภาพ มีความหมาย และเรื่องราวเกิดขึ้นภายในภาพอย่างมากมาย ใช่แค่เพียงละเลงสีลงบนอุปกรณ์ที่ต้องการจะถ่ายทอดออกมาเท่านั้น ประกอบอายุของรูปเหล่านั้นที่มีมากว่า 100 ปี มาแล้ว จึงทำให้มีมูลค่าสูงมากกว่าภาพในปัจจุบันหลายเท่าตัวนัก ทีมงานหวังว่าบทความเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่เข้ามาอ่านหากใครได้ทำการคัดลอก ออกไป ขอให้เครดิต กลับมาที่เว็บไซต์ของเราด้วยนะครับ

โอกุสต์ รอแด็ง นักประติมากรรมชื่อดังของโลก

64072_001_1

ประติมากรรม เป็นงานศิลปะมาอีกแขนงหนึ่ง คือการปั้น , แกะสลัก , หล่อ , และเป็นการจัดองค์ประกอบรวดรายความงามอื่นๆ บนสิ่งของอย่างเช่น ไม้ , หิน , โลหะ , สัมฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความสวยงามในรูปทรง 3 มิติ บ่งบอกถึงความหมายอย่าง จิตใจของมนุษย์ , สภาพสิ่งแวดล้อม หรือ สังคม , วัฒนธรรมต่างๆ ในโลกของเราตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีนักประติมากรรม จิตกรมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่วันนี้กระผมจะมาพูดถึงนักประติมากรรมที่มีชื่ออีกคนหนึ่งของโลกก็คือ โอกสุต์ รอแด็ง เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1840 เป็นนักประติมากร และจิตรกร เป็นคนฝรั่งเศส เป็นนักประติมากรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยนั้นเขาได้ศึกษางานประประติกรรมที่กรุงปารีส เริ่มแรกเขาได้สร้างชื่อในผลงานชิ้นเล็กๆ อยู่หลายชิ้น งานส่วนที่ใหญ่ที่เขาทำได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักกวีชื่อดังเต ผลงานของที่สร้างชื่อของเขาก็คือ รูปปั้นนักคิด ( the thinker ) เป็นรูปปั้นของดังแตในตอนครุ่นคิด

64072_004_2_1-webtasarimtoplist

รอแด็งถือว่าเป็นอีกคนที่เป็นคนคิดริเริ่มการประติมากรรมสมัยใหม่ รอแด็งเขาได้รับการศึกษาจากสถาบันวิจิตรศิลป์ของประเทศฝรั่งเศส แต่ถึงรอแด็งจะเป็นผู้ที่มีฝีมือในด้านประติมากรรมแต่รูปปั้นของเขาก็ยังถูกวิจารณ์โดยนักวิจารณ์ว่ามีความขัดแย้งกับการประติมากรรมในสมัยเก่า เพราะในสมัยเก่านั้นการปั้นประติมากรรมชเพื่อตกแต่ง และสื่อสภาพของจิตใจ , สิ่งแวดล้อม , สังคม , วัฒณธรรมต่างๆ เป็นต้น แต่ประติมากรรมของรอแด็งที่สร้างออกมาเป็นเทพเจ้ากรีก – โรมัน ใช้สัญลักษณ์แฝงความคิดเอาไว้ โอกุสต์ รอแด็ง เป็นประติมากรชื่อดังที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของโลกได้เป็นผู้รู้ และเป็นคนที่มีชื่อเสียงของสังคมในวงการศิลปะ รอแด็งได้แต่งงานกับโรส เบอแร รอแด็งได้เสียชีวิตลงในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1917 ในวัย 77 ปี ในปะเทศฝรั่งเศสได้มีการเปิดพิพิธภัณฑ์รอแด็ง หลังจากที่เขาเสียชีวิตเพื่อเป็นการรำลึกเขา เป็นการรวมเอางานศิลปะมาหลายชิ้นให้ผู้คน และนักท่องเที่ยวได้เขามาเยี่ยมชม

10 ภาพวาดแห่งความทรงจำระดับโลก

118386643

The last supper ศิลปิน เลโอนาร์โด ดาวินชี ภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย เป็นภาพที่บรรยายให้เห็นถึงปฏิกิริยาของแต่ละอัครสาวก ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง คือเมื่อพระเยซูได้ทำนายว่า หนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อนั้นจะทรยศพระองค์

webtasarimtoplist

Monalisa ศิลปิน เลโอนาร์โด ดาวินชี ภาพเขียนที่จิตรกรจะคิดว่าสวยงามในทุก ๆ ด้านและทุก ๆ มุมมอง ต้องพิจารณาภาพภาพในกระจกเงา

118386690-webtasarimtoplist

รูปปั้นปิเอตา ศิลปิน ไมเคิล แองเจโล ประติมากรชาวอเมริกันสลับเพศขององค์ประกอบ และผสมวัฒนธรรมเม็กซิโกที่ผสมผสานกับตำนานอัซเตก (Aztec) เป็นรูปนักรกำลังอุ้มคนรักที่ตายไป ทำให้เป็นอนุสาวรีย์ปีเอตาใหญ่อยู่ที่เมืองแอลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก

118386901-webtasarimtoplist

ราชาภิเษก นโปเลียน ศิลปิน ฌัก หลุยส์ เดวิด เป็นภาพวาด ขณะเข้าภิเษกสมรสที่ประเทศ ฝรั่งเศส

118387087-webtasarimtoplist

ราตรีประดับดาว ศิลปิน แวนโก๊ะ “ราตรีประดับดาว” เป็นหมู่บ้านแซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์ ภายใต้ท้องฟ้าที่ม้วนตัวเป็นก้นหอย ซึ่งเป็นมุมที่มองจากสถานบำบัดไปยังทิศเหนือ ทิวเขาอาลปีย์

118387139-webtasarimtoplist

เด็กชาย Parisian ศิลปิน พาโบล ปิกาโซ เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบที่แสดงถึงเด็กชาย Parisian ถือไปป์ในมือซ้าย

118387283-webtasarimtoplist

นาฬิกาละลาย ศิลปิน ซัลวาดอร์ ดาลี เป็นภาพวาดของศิลปินชาวสเปน ที่หลงใหลในการวาดภาพลัทธิ

118387425-webtasarimtoplist

Monet’s garden at Giverny ศิลปิน โมเนต์ เป็นภาพวาดแนวธรรมชาติ ซึ้งภาพนี้มีมากกว่า หนึ่งหมื่นสีภายในภาพเดียว

118387487-webtasarimtoplist

Dance at Bougival ศิลปิน ปีแยร์ โอกุสต์ เรอนัวร์  เป็นภาพวาดของการเต้นระบำหนุ่มสาวในงานกินเลี้ยงแห่งหนึ่ง

118387597-webtasarimtoplist

แพเมดูซ่า ศิลปิน เตโอดอร์ เชริโค ภาพแพนรกแสดงเหตุการณ์ ขณะคนบนแพเห็นเรือ Augus ที่ขอบฟ้า ในขณะที่แพของตนกำลังจะแตกสลาย ภาพจึงแสดงความหวัง ความทุกข์ การเห็นแก่ตัว และความพยายามที่จะต่อสู้เอาตัวรอด โดยไร้จริยธรรมใดๆ ของมนุษย์พร้อมกัน

 

ที่มาของกราฟฟิตี้ศิลปะบนกำแพงแขนงใหม่

graffiti-745072_m

     กราฟฟิตี้ คือ ศิลปะที่ขีดเขียนบนกำแพงมีมานานมากแล้วคำว่า กราฟฟิตี้นั้นมีความหมายว่า การเขียนภาพลงผนังมีต้นกำเนิดอยู่ที่ เมืองฟิลาเดเฟีย รัฐ แพนซิลเวเนีย ประเทศ อเมริกา ต่อมาในช่วงยุค 60 ก็ได้เข้ามายังมหานคร นิวยอร์ก โดยในช่วงแรกของกราฟฟิตี้มีสาเหตุมาจากในช่วงยุค 60 ในประเทศ อเมริกาได้มีการเหยียดสีผิว กราฟฟิตี้ เป็นสัญลักษณ์ความท้าทายกฎหมายของคนผิวสี และรวมไปถึงสิทธิพลเรือนด้วย เพราะว่าช่วงนั้นคนผิวสีถูกหยามโดยคนผิวขาวมากเลนเปรียบเสมือนเป็นแรงผลักดันในการคิดผลงานทางศิลปะออกมาอย่างเช่น เพลง แจ๊ซ , บูลส์ และเร็กเก้ ทำมาเพื่อให้คนยอมรับแล้วก็เป็นผลสำเร็จ เพราะ แนวเพลงที่คนผิวสีทำออกมานั้นได้ถูกใจวัยรุ่น เป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคนั้นมากส่วนในอีกด้านหนึ่ง คนผิวสีบางคนก็ประกาศให้รู้ถึงความเป็น ขบถ ของประเทศในรูปแบบเพลงแนว ฮิปฮอป

does-graffiti-ironlakกราฟฟิตี้ได้เข้ามาเผยแพร่ในนิวยอร์คโดย jolio204 เป็นไรเตอร์จากสลัมในย่านบรองซ์ เป็นผู้ที่นำเผยแพร่ ไรเตอร์คนนี้มีชื่อว่า taki คำว่าไรเตอร์ก็คือ นักเขียนรอยขูดขีด นั่นเอง taki ได้เขียนบนกำแพงอยู่หลายแห่งในนิวยอร์คโดยคำที่เขาเขียน ก็คือ TAKI 183 เป็นลายเซ็นของเขา คำที่เขาเขียนนี้ได้ไปปรากฏตามสถานที่สำคัญอย่าง บรอดเวย์ , สนามบินแคนเนดี หรือตามที่สาธารณะอย่างรถไฟใต้ดิน รวมไปถึงสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง นิวเจอร์ซีย์ , คอนเนตทิคัต และนิวยอร์ค จนได้ถูกสัมภาษณ์อย่างเปิดเผย ได้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ส ในภาพลายเซ็นของเขา ต่อมาเมื่อหนังสือพิมพ์ที่ออกวางจำหน่ายแล้วก็เป็นที่ประทับใจของวัยรุ่นในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นกลุ่มวัยรุ่นทั่วอเมริกาก็ได้เริ่มเขียนชื่อตัวเองบนกำแพงเหมือนกับ taki โดยช่วงยุค 70 ก็ได้รับกระแสนิยมมากที่สุดเริ่มมีการขีดเขียนบนกำแพงไปทั่วสหรัฐอเมริกา  ได้ถือกำเนิดไรเตอร์ชื่อดังหลายคนในเวลาต่อมาในยุคนั้น

ประเภทของกราฟฟิตี้ของกราฟฟิตี้มีหลายแบบก็คือ Tag , throw – ups , fill in , block , production , character , wildstyle wickedstyle , blockbuster เป็นต้น กราฟฟิตี้ เป็นศิลปะแขนงใหม่ในโลกของศิลปะปัจจุบันในประเทศเราจะเห็นว่ามีกราฟฟิตี้พ้นบนกำแพงในสถานที่ถูกปล่อยให้ร้างอย่างตามกำแพงพุพัง หรือ อาคารที่ล้างไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่จะเป็นแค่การแสดงศิลปะที่สวยงามเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการล้อเลียน หรือ เสียดสีต่างๆ ในสังคม หลังจากที่กราฟฟิตี้ได้นิยมในวัยรุ่นชาวไทย ต่อมาก็ได้มีการประกวดแข่งขันกันในเวลาต่อมา ไรเตอร์หลายคนในประเทศไทยสามารถยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักเลี้ยงดูตัวเองได้

เลโอนาร์โด ดาวินชี ผู้สร้างภาพ Monalisa ให้มีชีวิต

webtasarimtoplist

ไม่มีใครไม่รู้จักภาพวาดอันดับ 1 ของโลกที่ยังคงแสดงปริศนา หรือแง่คิดออกมาเรื่อยๆอย่างภาพวาดของ Monalisa ที่ศิลปินชาวอิตาลีนั้นได้วาดไว้เมื่อปี  ค.ศ.1507 ภาพวาดที่มีความมหัศจรรย์ยิ่งนัก ซึ่งนักวาดภาพทั่วโลกในปัจจุบันให้การยอมรับว่าภาพวาดแห่งนี้ คือต้นกำเนิดของศิลปะอย่างแท้จริง ภาพของ Monalisa เป็นการวาดโดยใช้สีน้ำมัน  สีน้ำมันในยุคนั้นค่อยข้างที่จะหายากและไม่ค่อยมีใครนำมาใช้งานนักเนื่องจากมีวัสดุที่ใช้ผสมให้เกิดสีน้ำมันยากกว่าสีอื่นๆ ภาพวาด โมนาลิซา มีขนาดความสูงอยู่ที่ 77 เซนติเมตร ขนาดความกว้าง 55 เซนติเมตร วาดโดย เลโอนาร์โด ดาวินชี ( Leonardo da Vinci ) ภาพวาดนี้ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก และชื่อที่รู้จักกันในภาพนี้ก็คือ ภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ มันคือเสน่ห์ และความท้าทาย และความอยากรู้ไปพร้อมๆกันหากได้ชมภาพ Monalisa ปัจจุบันภาพนี้ถูกครอบครองโดยประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจัดแสดงโชว์ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่กรุง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ชื่อของภาพศิลปะที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลกนั้น โดย จอร์โจ วาซารี ศิลปิน และนักประวัติชาว อิตาลีได้ตั้งชื่อจนชื่อของ Monalisa นั้นได้รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก จอร์โจ วาซารี เสียชีวิตหลังจาก ที่เขาได้ตีพิมพ์หนังสือว่ารูปภาพผู้หญิง Monalisa นั้นเป็น ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจไหมผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์นามว่า ฟรานเชสโก เดล โจกอนโด

ประวัติและความเป็นมา

  • เลโอนาร์โด ดาวินชี ใช้เวลาวาดภาพนี้ทั้งหมด 4 ปี
  • เลโอนาร์โด ดาวินชี ได้นำภาพนี้ไปถวายแด่ พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ของประเทศฝรั่งเศส ด้วยราคา 4,000 เอกือ
  • เลโอนาร์โด ดาวินชี ได้เสียชีวิตที่เมือง อัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศสด้วยวัย 67 ปี