ความหมายของงานศิลปะที่แท้จริงนั้นคืออะไร

picart

ถ้าเป็นงานศิลปะพื้นฐานทั่วไป เช่น ภาพวาด รูปปั้น งานแกะสลัก เป็นต้น แม้ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการของการเสพงานศิลป์ก็ยังสามารถระบุได้ในทันทีว่านี่แหละคืองานศิลปะ แต่มันก็มีบางอย่างที่เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร หลายครั้งการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายคลุมเครือว่าจะดีหรือไม่ดี ก็ใช้คำว่ามันเป็นศิลปะมาเป็นวลีกล่าวอ้างเพื่อไม่ให้มีการตัดสินถูกผิดขึ้นในเนื้องาน โดยที่คนทั่วไปอย่างเราๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่า “มันเป็นงานศิลปะ” เป็นข้อความที่จริงเท็จมากน้อยแค่ไหน เราจึงต้องย้อนกลับมาดูที่ต้นกำเนิดของคำว่าศิลปะกันก่อน ว่านิยาม และขอบเขตของมันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่

หากว่ากันไปตามหลักทฤษฎีที่คนสมัยโบราณได้บัญญัติเอาไว้ ศิลปะ ก็คืออะไรก็ตามที่มนุษย์สร้างขึ้น นี่เป็นเงื่อนไขอย่างแรกที่ต้องเอามาพิจารณา สิ่งใดที่สวยงามตระการตาแต่เกิดเองตามธรรมชาติก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ต้องเป็นการสร้างที่แสดงถึงอารมณ์และความรู้สึกด้วย หรือจะเป็นไปในแนวทางของการนำเสนอมุมความคิด ปรัชญา หรือปัญญาก็ได้ องค์ประกอบหลักของงานศิลปะจึงต้องมีครบทั้ง 3 อย่างดังนี้

– มีความงดงาม ถึงแม้จะตัดสินให้ชัดเจนได้ยากว่าแบบไหนคือความงาม เพราะมันเป็นรสนิยมเฉพาะบุคคล แต่เราก็ยังพอวางกรอบกว้างๆ ได้ เช่น งาน มีความประณีต มีองค์ประกอบที่สมดุล มีการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสม เป็นต้น การเอาอะไรก็ไม่รู้มาขยำๆ รวมกันเป็นก้อนหนึ่ง แบบนั้นไม่นับว่าเป็นงานศิลปะ

– มีจุดมุ่งหมาย งานศิลปะแต่ละชิ้นมีที่มาที่ไป อย่างน้อยศิลปินจะมีเรื่องราวในใจว่าผลงานชิ้นนั้นต้องการสื่อสารอะไรให้กับผู้เสพงานศิลป์ ต้องการอธิบายอะไรให้กับผู้คนบนโลก หรือแม้แต่การสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของศิลปินเพียงผู้เดียวก็ยังได้

– มีความสร้างสรรค์ เพียงแค่ดูและสัมผัสก็จะรู้ได้ว่างานชิ้นไหนมีความสร้างสรรค์หรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตของวงการศิลปะ และช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตชิ้นงานของคนรุ่นหลังให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

3 องค์ประกอบการแตกแขนงของคำว่า “ศิลปะ”

จากองค์ประกอบ 3 อย่าง มีความงดงาม มีจุดมุ่งหมายและมีความสร้างสรรค์ มันก็กลายเป็นรากฐานที่พร้อมเปิดกว้างให้งานศิลปะแตกแขนงได้มากเท่าที่จะมากได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังคิดนอกกรอบได้แบบไม่รู้จบ งานศิลปะก็ต่อยอดไปได้อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ค่านิยม แนวความคิดของสังคมตลอดจนวิถีการดำรงอยู่ของมนุษย์แตกต่างไปจากเดิมทีละนิด คำว่าศิลปะก็จะมีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมด้วย อย่างที่เราเห็นว่าเดี๋ยวนี้งานศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างโดยมนุษย์เท่านั้นอีกแล้ว เรามีหุ่นยนต์ที่วาดภาพได้อย่างงดงามไร้ที่ติ เรามีเครื่องจักรที่สามารถสร้างรูปปั้นขนาดใหญ่ซึ่งได้ความประณีตอย่างที่มนุษย์ทำ การตีกรอบว่ามนุษย์ต้องเป็นผู้สร้างจึงอาจจะหมดไปในไม่ช้า แต่ว่าเป้าหมายของงานศิลปะที่ต้องการจะสื่อสารบางอย่างยังคงอยู่

เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะคงเดิมตลอดกาล หากมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเติบโต สุดท้ายมันก็จะหายสาบสูญ งานศิลปะก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติข้อนี้ เราจึงกำหนดความหมายของศิลปะได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น ยุคโบราณศิลปะก็มีคุณค่าความหมายอย่างหนึ่ง ยุคอนาคตก็ย่อมต้องมีความหมายที่เฉพาะตัว สอดคล้องกับความเป็นไปในยุคนั้นเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราต่างรับรู้ได้ว่าศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจที่ให้ทั้งความงดงามให้แนวคิด ช่วยขัดเกลาให้ผู้คนมีความอ่อนโยนมากขึ้นได้